ระบบล่อฟ้า (Lightning Protection System - LPS) เป็นระบบวิศวกรรมความปลอดภัยที่มีหน้าที่สำคัญในการปกป้องอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และชีวิตมนุษย์จากการถูกฟ้าผ่าโดยตรง (Direct Strike) โดยระบบนี้จะทำหน้าที่รองรับพลังงานมหาศาลจากสายฟ้าและเปลี่ยนทิศทางให้ไหลลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัยเพื่อไม่ให้เกิดอัคคีภัยหรือความเสียหายแก่โครงสร้างอาคาร
Share
หมวดหมู่ : products , 
Share
ระบบล่อฟ้า (Lightning Protection System - LPS) เป็นระบบวิศวกรรมความปลอดภัยที่มีหน้าที่สำคัญในการปกป้องอาคาร สิ่งปลูกสร้าง และชีวิตมนุษย์จากการถูกฟ้าผ่าโดยตรง (Direct Strike) โดยระบบนี้จะทำหน้าที่รองรับพลังงานมหาศาลจากสายฟ้าและเปลี่ยนทิศทางให้ไหลลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัยเพื่อไม่ให้เกิดอัคคีภัยหรือความเสียหายแก่โครงสร้างอาคาร
งานออกแบบและติดตั้งระบบล่อฟ้าจำเป็นต้องอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น IEC 62305 หรือมาตรฐานในประเทศไทยอย่าง มสท. 2011-53 (มาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย - วสท.) โดยแบ่งออกเป็นขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ครับ
1. การประเมินความเสี่ยงและการออกแบบ (Risk Assessment & Design)
ก่อนเริ่มเลือกอุปกรณ์ วิศวกรจะต้องทำการประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) ตามมาตรฐานเพื่อกำหนด ระดับการป้องกัน (Protection Level: LPL I - IV) ของอาคารนั้นๆ โดยคำนวณจากปัจจัย เช่น ความสูงของอาคาร, โครงสร้างวัสดุ, สภาพแวดล้อมโดยรอบ และความหนาแน่นของประจุฟ้าผ่าในพื้นที่
วิธีการออกแบบโซนป้องกัน (Protection Zone Methods)
เมื่อได้ระดับการป้องกันแล้ว จะใช้วิธีทางวิศวกรรมในการจัดวางตำแหน่งหัวล่อฟ้าและสายนำกระแส:
วิธีทรงกลมกลิ้ง (Rolling Sphere Method): เป็นวิธีที่แม่นยำและนิยมที่สุด โดยการจำลองลูกบอลทรงกลม (รัศมีขึ้นอยู่กับระดับ LPL เช่น $20\text{m}, 30\text{m}, 45\text{m}, 60\text{m}$) กลิ้งไปบนอาคาร จุดไหนที่ผิวทรงกลมสัมผัสกับอาคาร จุดนั้นจำเป็นต้องได้รับการติดตั้งหัวล่อฟ้าหรือสายล่อฟ้า
วิธีมุมป้องกัน (Protection Angle Method): เหมาะสำหรับอาคารทรงสมมาตรหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ซับซ้อน โดยคำนวณพื้นที่ปกป้องเป็นรูปกรวยคว่ำจากปลายหัวล่อฟ้า
วิธีตาข่าย (Mesh Method): นิยมใช้กับอาคารหลังคาแบนราบ โดยการเดินสายตัวนำเป็นตารางตาข่าย (เช่น ขนาด $5\times5\text{m}$ หรือ $10\times10\text{m}$ ตามระดับความปลอดภัย) คลุมบนดาดฟ้า
2. ส่วนประกอบหลักของระบบล่อฟ้าภายนอก (External LPS)
ระบบล่อฟ้าภายนอกที่ทำการติดตั้งบนตัวอาคารจะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญที่ต้องทำงานสอดประสานกัน:
[ Air Termination (หัวล่อฟ้า/สายดักประจุ) ]
│
▼
[ Down Conductor (สายนำกระแสลงดิน) ]
│
▼
[ Earth Termination (ระบบรากสายดิน) ]
1) ระบบตัวนำล่อฟ้า (Air Termination System)
ทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการดักจับประจุไฟฟ้าจากฟ้าผ่า อุปกรณ์ที่ใช้มีทั้ง:
Franklin Rod (แท่งล่อฟ้าทองแดง): แท่งตัวนำปลายแหลมติดตั้งบนจุดสูงสุดของอาคาร
สายตัวนำตาข่าย (Mesh Conductor): สายทองแดงเปลือยหรืออลูมิเนียมเดินรัดรอบขอบอาคารและบนดาดฟ้า
ระบบ ESE (Early Streamer Emission): หัวล่อฟ้าเทคโนโลยีปล่อยประจุล่วงหน้าเพื่อสร้างช่องนำลำแสงไฟฟ้า (Leader) ให้เข้าหาหัวล่อฟ้าได้เร็วกว่าปกติ ทำให้มีรัศมีการป้องกันที่กว้างขึ้น (การใช้งานต้องพิจารณาตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่ยอมรับ)
2) ระบบสายนำกระแสลงดิน (Down Conductor System)
ทำหน้าที่พาประจุไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากดาดฟ้าลงสู่ระบบกราวด์อย่างรวดเร็วและสั้นที่สุด
ข้อกำหนดการติดตั้ง: สายนำกระแสต้องเดินเป็นเส้นตรงแนวดิ่งให้มากที่สุด เลี่ยงการหักงอเป็นมุมฉากเพื่อป้องกันการเกิดแรงดันกระโดด (Side Flash)
วัสดุ: นิยมใช้สายทองแดงเปลือย (Bare Copper) ขนาดไม่ต่ำกว่า $50\,\text{mm}^2$ หรือตามที่มาตรฐานกำหนด และมักติดตั้งมากกว่า 2 เส้นขึ้นไปแยกตามมุมอาคารเพื่อกระจายกระแสไฟ
3) ระบบรากสายดิน (Earth Termination System)
ทำหน้าที่กระจายกระแสไฟฟ้าขนาดมหึมาลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด
การติดตั้ง: ใช้แท่งกราวด์ทองแดง (Ground Rod) ตอกลงดินลึกอย่างน้อย 3 เมตร หรือทำระบบกราวด์วงแหวน (Ring Earth Electrode) ฝังรอบอาคาร
ค่าความต้านทานดิน: มาตรฐานกำหนดให้ค่าความต้านทานของระบบรากสายดินล่อฟ้า ต้องไม่เกิน 10 โอห์ม (Lower than $10\,\Omega$) (ยิ่งค่าต่ำยิ่งปลอดภัย)
3. ระบบป้องกันฟ้าผ่าภายใน (Internal LPS / Surge Protection)
การติดตั้งแค่ระบบภายนอกอาคารยังไม่เพียงพอ เพราะเมื่อฟ้าผ่าลงระบบล่อฟ้า จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูง (LEMP) เหนี่ยวนำเข้ามาในสายไฟและสายสัญญาณในอาคาร ทำให้แรงดันไฟฟ้าสูงเกินชั่วขณะ (Surge) ส่งผลให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเครื่องจักรพังเสียหาย
วิศวกรจึงต้องออกแบบติดตั้ง อุปกรณ์ป้องกันแรงดันกระชาก (Surge Protective Device - SPD):
SPD Type 1: ติดตั้งที่ตู้ MDB หลัก เพื่อรองรับกระแสฟ้าผ่าโดยตรงจากภายนอก
SPD Type 2: ติดตั้งที่ตู้ Sub-Panel (DB) เพื่อป้องกันแรงดันเหนี่ยวนำที่หลงเหลือ
การทำ Equipotential Bonding: การเชื่อมต่อโครงสร้างโลหะ ท่อน้ำ และกราวด์ของระบบไฟฟ้าทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าในอาคารระหว่างเกิดฟ้าผ่า
4. ขั้นตอนการติดตั้งและการตรวจสอบ (Installation & Inspection)
การสำรวจหน้างาน: ตรวจสอบตำแหน่งโครงสร้างอาคารเพื่อหาแนวเดินสาย Down Conductor ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อทัศนียภาพและความปลอดภัย
งานเดินสายและยึดรั้ง: สายตัวนำบนดาดฟ้าและผนังอาคารต้องยึดด้วยอุปกรณ์จับยึด (Holding Clips) ที่แข็งแรง ทุกๆ ระยะ 1 เมตร เพื่อป้องกันสายสะบัดจากแรงผลักทางแม่เหล็กไฟฟ้าขณะฟ้าผ่า
การเชื่อมต่อ (Jointing): ข้อต่อระหว่างสายและแท่งทองแดงควรใช้ การเชื่อมสอบด้วยความร้อน (Exothermic Welding) เพื่อให้เนื้อทองแดงผสานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่เกิดความต้านทานสูงและไม่หลุดหลวมในระยะยาว
การทดสอบค่ากราวด์ (Ground Resistance Testing): หลังติดตั้งเสร็จต้องใช้เครื่องมือ Earth Tester วัดค่าความต้านทานดินและบันทึกผลเพื่อตรวจสอบว่าได้ค่าต่ำกว่า $10\,\Omega$ ตามมาตรฐาน
สรุป
งานออกแบบและติดตั้งระบบล่อฟ้าเป็นงานวิศวกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง การเลือกใช้ขนาดสายตัวนำ ระยะห่าง ระยะป้องกัน และค่าความต้านทานดิน ทุกอย่างต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานอย่างเคร่งครัด ระบบล่อฟ้าที่ดีจะช่วยเปลี่ยน "พลังงานทำลายล้างของธรรมชาติ" ให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านอาคารลงสู่แม่พระธรณี โดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ ให้แก่อาคารและผู้อยู่อาศัยเลยครับ